ผลงานวิจัย

Hypoxi ได้จดทะเบียนสิทธิบัตรเลขที่ E.P 0906774131 ในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2540 และสร้างยุคใหม่ในตลาดการออกกำลังกายและการลดน้ำหนั Hypoxi ยังเป็นสินค้าตัวแรกและตัวเดียวที่ได้นำเทคโนโชยีการบีบอัดมาใช้ร่วมกันการออกกำลังกายเพื่อให้ได้ผลการลดไขมันที่เจาะจงเฉพาะส่วน และได้กลายเป็นผู้นำในธุรกิจนี้

เราขอยกตัวอย่างผลงานวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของ Hypoxi มาในหน้าเว็บนี้ เพื่อคุณจะได้เห็นช้อพิสูจน์ด้วยตัวเอง

 


 

งานศึกษาของศูนย์ป้องกันโรคแฮมเบิร์ก ปี พ.ศ. 2553

ปี 2553 ศาสตราจารย์คริสต็อฟ เอ็ม แบมเบอร์เกอร์ และทีมงานจากศูนย์ป้องกันโรคได้ทดลองประสิทธิภาพของเทคนิค Hypoxi ว่าผลการลดเซลลูไลท์เฉพาะส่วนดีกว่าการออกกำลังกายปกติขนาดไหน

 

หลักการวิจัย

ในการทดลองมีผู้หญิง 20 คนและผู้ชาย 16 คน ทุกคนล้วนได้รับแผนโภชนาการ

ผู้เข้าทดลองได้ถูกแบ่งเป็นกลุ่ม

ผู้หญิง

  • กรุ๊ป A: รับการเทรน Hypoxi S120 สัปดาห์ละสามครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลา 30 นาที
  • กรุ๊ป B: รับการเทรนด้วยการปั่นจักรยานปกติ สัปดาห์ละสามครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลา 30 นาที

ผู้ชาย

  • กรุ๊ป A: รับการเทรนด้วย Hypoxi Vacunaut สัปดาห์ละสามครั้ง ครั้งละ 30 นาที
  • กรุ๊ป B: รับการเทรนด้วยการใช้ treadmill สัปดาห์ละสามครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลา 30 นาที

 

สรุปผลการศึกษา

เมื่อสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 4 ผู้เข้าทดลองทั้งหมดเข้ารับการวัดผลแบบละเอียด และศาสตราจารย์แบมเบอร์เกอร์และทีมงานได้บันทึกผลลัพธ์ไว้ตามนี้


ผู้หญิง

สัดส่วนร่างกายลดลง (สะโพก ก้น และต้นขา)

สัดส่วนร่างกายลดลงในกรุ๊ปที่ใช้ Hypoxi (มีค่าเฉลี่ยที่ 13.1 เซนติเมตร) ซึ่ง มากกว่า กลุ่มคอนโทรลอย่างชัดเจน (ค่าเฉลี่ยที่ 4.8 เซนติเมตร)

 

สัดส่วนที่ลดลง (ต้นขา)

สัดส่วนที่ลดลงของกลุ่มที่ใช้ Hypoxi เห็นความเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยของต้นขาที่ 2.9 เซนติเมตร ซึ่งมากกว่าอีกกรุ๊ป อย่างเห็นได้ชัด ที่ลดไปเพียง 0.7 เซนติเมตร

 

 

สัดส่วนที่ลดลง (หน้าท้องและสะโพก)

สัดส่วนที่ลดลงในกลุ่ม Hypoxi วัดจากขนาดรอบเอวและสะโพก พบว่าลดลงเฉลี่ย 7.4 เซนติเมตร ซึ่งมากกว่าอีกกรุ๊ป ที่ไม่ได้ออกกำลังกายด้วย Hypoxi ที่ลดเฉลี่ย 2.7 เซนติเมตร

 

 

ผู้ชาย

สัดส่วนที่ลดลง (หน้าท้องและสะโพก)

สัดส่วนที่ลดลงของกลุ่ม Hypoxi มีค่าเฉลี่ยที่ 9.4 เซนติเมตร ซึ่งมากกว่าอีกกรุ๊ป อีกกลุ่มที่ลดลงเฉลี่ย 2.9 เซนติเมตร

 

ศาสตราจารย์แบมเบอร์เกอร์สรุปผลว่า ทั้งสองกลุ่มล้วนเห็นผลจากการออกกำลังกาย แต่กลุ่มที่ใช้วิธี Hypoxi เห็นผลดีกว่า

เมื่อคำนึงถึงไขมันในจุดเฉพาะต่างๆ Hypoxi เห็นผลมากกว่าการออกกำลังกายแบบทั่วไป ทำให้ Hypoxi เหมาะกับการลดไขมันในจุดที่มีปัญหา

 

งานศึกษาโดยใช้ MRI (Magnetic Resonance Imaging)

ในการวิจัยที่ Landeskrankenanstalten Salzburg ได้มีการใช้ Magnetic Resonance Imaging (MRI) เพื่อวัดการลดลงของไขมัน ที่เป็นผลจากการฝึกด้วยวิธี Hypoxi

การทดสอบนี้ทำเป็นเวลาสองสัปดาห์ โดยผู้เข้าทดลองได้เทรนด้วยวิธี Hypoxi เป็นเวลาแปดครั้ง โดยใช้เครื่อง L250 และเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าเชื่อถือ จึงมีการวัดสัดส่วนด้วย MRI ทั้งก่อนและหลังเข้ารับการเทรนด้วย Hypoxi

รูปผลลัพธ์ MR แสดงชัดว่าความหนาของชั้นไขมันในร่างกายช่วงล่างของผู้เข้าทดลองมีขนาดเล็กลงหลังจากได้รับการเทรนด้วยวิธี Hypoxi

รูปถ่าย magnetic resonance นี้ รวมกับตารางข้อมูลด้านล่าง สามารถยืนยันได้ว่าสัดส่วนที่ลงลงจากการเทรนด้วยวิธี Hypoxi ไม่ได้เป็นเพราะการลดของของเหลว แต่เป็นการลดจากสัดส่วนไขมันโดยตรง

 

 


 

ผลงานศึกษาของ Landmark เรื่องผลลัพธ์ของ Hypoxi ปี 2541

ในปี 2541 มีการทดลองเพื่อเปรียบเทียบผลของการลดไขมันเฉพาะส่วนโดยวิธี Hypoxi กับการออกกำลังกายปกติ

ในการทดลอง มีการเก็บข้อมูลจากผู้หญิงจำนวน 530 คน ในช่วงอายุ 25-55 น้ำหนักตัวเฉลี่ยอยู่ที่ 65 กิโลกรัม ผู้เข้าทดลองถูกแบ่งเป็นสองกลุ่ม โดยครึ่งนึงใช้การออกกำลังกายปกติ และอีกครึ่งนึงใช้การออกกำลังกายด้วยวิธี Hypoxi ทั้งสองกลุ่มใช้วิธีการไดเอ็ทและคุมปริมาณแคลลอรี่เหมือนกัน และการทดลองนี้ใช้เวลาสังเกตผลหกเดือน

ผลลัพธ์การออกกำลังกายได้ข้อสรุปตามนี้

 

Vacunaut

L250

 

จากผลลัพธ์ด้านบน เป็นการพิสูจน์ได้ว่า คนที่เข้าร่วมในการเทรนด้วยวิธี Hypoxi สามารถลดสัดส่วนได้มากกว่าการออกกำลังกายด้วยวิธีทั่วไป

กล่าวสรุปได้ว่า:

  • ผู้เข้าทดลองการออกกำลังกายด้วยวิธี Hypoxi สามารถลดสัดส่วนได้มากกว่าการออกกำลังกายปกติถึงสามเท่า

งานทดลองนี้เป็นงานวิจัยแรกที่ศึกษาประสิทธิภาพในการลดเฉพาะส่วนของ Hypoxi

ทำไมต้องรอ?
มาทดลองเข้าใช้ Hypoxi ได้วันนี้

ค้นพบรูปร่างที่ดีที่สุดของคุณด้วย Hypoxi ทดลองใช้บริการของเราได้ฟรีได้ตั้งแต่วันนี้

  • *ใส่ทุกช่อง
  • This field is for validation purposes and should be left unchanged.
*ใส่ทุกช่อง